Rock It Together

Tuesday, July 25, 2006

คำรักจากภาพยนต์


  1. เป็นเมียเราต้องอดทน ..... (2499 อันธพาลครองเมือง 1997)

  2. To me you are perfect .... (Love Actualy 2003)

  3. นอกจากรักเธอแล้ว ฉันไม่เก่งอะไรเลย .... (The Classic 2003)

  4. ความสุขของฉันคือการได้อยู่กับคุณ .... (Be With You 2004)

  5. ดากานดา ฉันรักแกว่ะ ... (เพื่อนสนิท 2005)


โดน...

คุณเป็นใครใน Final Fantasy

นี่คือผม แสดดดดด - -"


Which FF Character Are You


ที่มา ใครเป็นแฟน final fantasy ลองเข้าไปเล่นที่นี่ดู@Thaidvd.net โดยคุณ thonwin

Saturday, July 22, 2006

Attentive Experiencer




Attentive(คนอื่นคิดว่าผมเป็น) Experiencer(ผมเป็น)


Attentive = ใส่ใจ,อย่างตั้งอกตั้งใจ,ความสนใจ
Experiencer = ประมาณพวกชอบประสบการณ์มั้ง
อยากรู้ของคุณเหรอ ? Personal DNA
ขอบคุณ Dict จาก Longdo และ น้อง Compman

Friday, July 14, 2006

ขอเหมียวทานด้วยสิ


I'm hungry
ขอเหมียวทานด้วยสิ

I'm Sorry
แง้ว เหมียวผิดไปแย้ว

ที่มา - กระทู้ใดกระทู้หนึ่งในพันทิพย์ คาดว่าโดยคุณ Miss Gateaux แหะๆ ลืมไปแล้ว

Thursday, July 13, 2006

ความจงรักภักดีในองค์กร

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมพนักงานขององค์กรปัจจุบันถึงไม่ค่อยมีความภักดีต่อองค์กรเท่าไหร่นักทั้งๆ ที่บริษัทต่างให้โอกาสผลตอบแทนเป็นรางวัลและโบนัสพอสมควร
แต่ท้ายที่สุดเมื่อพวกเขาทำงานผ่านไปสักระยะกลับเลือกลาออกมากกว่าที่
จะอยู่เติบโตต่อไปกับองค์กรยิ่งเฉพาะกับพนักงานที่มีอายุงานประมาณ2-3 ปีขึ้นไป


ซึ่งเรื่องนี้จริงๆ แล้วอาจไม่ใช่เรื่องใหม่เท่าไหร่นักเพราะสภาพที่เห็นและเป็นอยู่ต่างทำให้ทุกคนรับรู้อยู่ตลอด
เวลาว่าพนักงานที่มีอายุงานประมาณ2-3 ปีขึ้นไปแต่ไม่เกิน5ปีเมื่อเขาและเธอทำงานผ่านไปสักระยะและเห็นว่า เงินเดือนที่ได้รับโอกาสในการเติบโตไม่ได้เป็นไปตามที่เขาและเธอต้องการ เขาและเธอเหล่านั้นก็พร้อมที่จะหางานใหม่ทันที
เพราะเขาเห็นเงินและโอกาสมากกว่าความภักดีในองค์กร


ประเด็นปัญหาตรงนี้เมื่อคราวสถาบันศศินทร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจัดงานสัมมนาสุดยอดกลยุทธ์บริหารคนปี 2549
เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาจึงมีการพูดถึงปัญหานี้เช่นกัน โดย "อารีเพ็ชรัตน์ " กรรมการผู้จัดการบริษัทAree & Associates
จำกัดกล่าวถึงเหตุของพนักงานรุ่นใหม่ที่ ทำไมถึงไม่ค่อยมีความภักดีต่อองค์กรว่า...

"ดิฉันมองอย่างนี้คือเมื่อก่อนคนที่จะทำงานมีอยู่ 2 กลุ่มกลุ่มหนึ่งเรียกว่าไวต์คอลลาร์คือคนที่ทำงานอยู่ในสำนักงานกับอีกกลุ่มหนึ่งคือ
บลูคอลลาร์คือพวกที่ทำงานด้านโปรดักชั่นหรืออะไรก็ตามแต่เดี๋ยวนี้มีกลุ่มใหม่เกิดขึ้นด้วยคือพวก โกลด์คอลลาร์คนกลุ่มนี้มีความคิดสร้างสรรค์กล้าคิดกล้าแสดงออกพร้อมที่จะทุ่มเททำงานหนักแต่ไม่ค่อยจะอดทน "


"คนกลุ่มโกลด์คอลลาร์พร้อมที่จะลาออกบ่อยๆ หากไม่ชอบใจแต่ขณะเดียวกันเขาก็เป็นเด็กฉลาดมีไอคิวดีแต่ติดปัญหาคืออีคิวที่สำคัญคนกลุ่มนี้ม
ีความเชื่อมั่นในตัวเองสูงแต่เป็นคนมองอะไรเป็นระยะสั้นเพราะฉะนั้นหากเขาไม่พอ
ใจเงินเดือนและเห็นว่าโอกาสที่จะเติบโตไม่มีเขาก็พร้อมที่จะลาออกไม่สนใจด้วยซ้ำว่าองค์กรนั้นจะมั่นคงหรือไม่ "

ประเด็นปัญหาตรงนี้จึงค่อนข้างสอดรับกับความคิดของ "อภิวุฒิพิมลแสงสุริยา " ที่ปรึกษาด้านพัฒนาบุคลากรและองค์กรให้กับบริษัทชั้นนำทั้งยังเป็นวิทยากรพิเศษให้กับบริษัทที่
ปรึกษาและพัฒนาบุคลากรชั้นนำให้กับ หลายบริษัทเขาได้มองเรื่องนี้อย่างเห็นภาพต่อเนื่องว่า...

"ต้องยอมรับว่ากระแสHRมาแรงมากๆ ในยุคนี้สมัยนี้ทุกๆ องค์กรต่างสรรหากลยุทธ์ในการเลือกและรักษาทุนมนุษย์ขององค์กรแต่ก็เป็นที่น่าแปลกใจว่าทุกๆ องค์กรต่างสูญเสียพนักงานระดับหัวกะทิกันอยู่เนืองๆ อันนี้ไม่จำกัดเฉพาะ แวดวงเอกชนเท่านั้นปัจจุบันยังลุกลามไปถึงภาครัฐบาลหรือแม้แต่รัฐวิสาหกิจก็ผสมโรงกับ
เขาด้วยเหมือนกันเดี๋ยวนี้คนเปลี่ยนงานกันเป็นว่าเล่นลองไปดูซิเด็กๆ ที่มีประสบการณ์ทำงานสัก10
ปีมีกี่คนที่ทำงานที่เดียวอย่างน้อยสองสามที่ขึ้นไป "

"หลังๆ จึงมีคำถามว่าความภักดีต่อองค์กรหรือที่เรียกกันทับศัพท์ว่าloyalty
ยังมีอยู่จริงหรือเพราะผมได้ยินเสียงบ่นเรื่องเด็กรุ่นใหม่เปลี่ยนงานบ่อยอยู่เสมอๆ จากผู้บริหารเกือบจะทุกองค์กรล่าสุดได้อ่านงานวิจัยของบริษัทที่ปรึกษาทางด้านการบริหารบุคคลยักษ์ใหญ่แห่งหนึ่ง
ในประเทศไทยจึงพบว่าเด็กจบใหม่ทุกวันนี้มากกว่าครึ่งมีความตั้งใจว่าจะทำงานที่แรกไม่เกิน 2 ปียิ่งเป็นข้อมูลที่ confirm สิ่งที่เชื่อและได้ยินได้เป็นอย่างดี "

ซึ่งประเด็นตรงนี้ "อารี" เคยพูดไว้บนเวทีสัมมนาอย่างเห็นภาพที่สอดรับเช่นกันว่า...ในเรื่องของการเปลี่ยนงานพนักงานกลุ่มไวต์คอลลาร์และบลูคอลลาร์
อาจจะไม่ค่อยเปลี่ยนงานมากนักแต่สำหรับกลุ่มโกลด์คอลลาร์จะตะเกียกตะกายหางานตลอดและพร้อมที่จะรับฟังและเปิดโอกา
ให้ตัวเองตลอด "ที่สำคัญในการทำงานสำหรับกลุ่มไวต์คอลลาร์หรือบลูคอลลาร์เขามองว่าเป้าหมายขององค์กรเป็นเรื่องสำคัญ
มากขณะที่คนกลุ่มโกลด์คอลลาร์เขาจะมองเรื่องตัวเองก่อนหรือมองเรื่องชีวิตส่วนตัวหรือการทำงานก่อนและถ้าเป็น
ไปได้ทั้งสองอย่างเขาก็จะอยู่ "


"แต่ถ้าไม่ครบทั้งสองอย่างเขาก็พร้อมที่จะไปส่วนเรื่องความทุ่มเทในการทำงานเขาค่อนข้างขยันขันแข็งมอบหมายงานให้
ไปทำค่อนข้างจะประสบความสำเร็จส่วนเรื่องอุดมคติในการทำงานเขามองแค่ทำวันนี้ให้ดีที่สุดแต่พรุ่ง
นี้ไม่รู้จะเป็นอย่างไรเช่นเดียวกันหากพรุ่งนี้ไม่มีอะไรมากระทบเขาก็พร้อมที่จะทำงานให้ออกมาดีที่สุด (strikethrough: แต่ถ้ามีอะไรมากระทบก็อีกเรื่องหนึ่ง) "

ฉะนั้นจึงไม่แปลกที่ "อภิวุฒิ "จึงมองไปที่แรงผลักดันของคนในองค์กรนั่นหมายความว่าถ้าแรงผลักดันในองค์กรมีสูงพนักงานเหล่านั้นก็พร้อมที่จะ
เปลี่ยนงานทันทีแต่ถ้าไม่ทุกอย่างก็ไม่มีเหตุอะไรที่จะทำให้เขาต้องออกจากงาน

"ผมเชื่อว่าทุกๆ วันในทุกๆ องค์กรมีปัจจัยบางอย่างที่ผลักคนบางคนในองค์กรเสมอๆ และทุกๆ วันนอกองค์กรต่างมีแรงดึงที่พยายามดึงคนบางคนในองค์กรเสมอๆ เช่นกันถ้าแรงผลักนั้นมากพอถึงแม้ไม่ต้องมีแรงดึงคนคนนั้นก็จะจาก
องค์กรไปในทางกลับกันถ้าแรงดึงจากข้างนอกแรงมากๆ เช่นได้เงินเดือนเพิ่มขึ้น2-3 เท่าถึงแม้จะไม่มีแรงผลักจากภายในองค์กรคนคนนั้นก็มีแนวโน้มสูงที่จะจากไปเช่นกันอย่างไรก็ตามถ้าทั้งแรงผลัก
และแรงดึงยังไม่มากพอการ
เปลี่ยนแปลงยังคงไม่เกิดขึ้น "


"แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่านั้นอยู่ที่ว่าถ้าเผอิญปัจจัยดึงจากภายนอกองค์กรเข้ามาในจังหวะพอเหมาะพอดี
กับปัจจัยผลักที่เกิดขึ้นจากภายในองค์กรเช่นเพิ่งจะโดนหัวหน้างานตำหนิมาอย่างแรงเผอิญมีเพื่อนหรือเจ้านายเก่าโทร.มาชวน
ไปทำงานด้วยแบบนี้มีโอกาสไปมากกว่าอยู่ทั้งๆ ที่ถ้าเพียงแต่ถูกเจ้านายตำหนิแต่ไม่มีแรงดึงจากหัวหน้าเก่าเขาอาจจะยังอยู่หรือ
ถ้าเจ้านายเก่าโทร.มาชวนไปทำงานด้วยแต่ว่ายังสนุกกับงานที่ทำอยู่คือยังไม่มีปัจจัยผลักเขาก็คงยังไม่ไป "


"องค์กรไม่สามารถจัดการกับปัจจัยดึงจากภายนอกได้หลายๆ องค์กรไม่เข้าใจเรื่องนี้จึงพยายามหาทางที่จะป้องกันปัจจัยดึงเช่นห้ามพนักงานเข้า
website บางwebsite โดยเฉพาะwebsite จัดหางานหรือบางบริษัทอาจใช้วิธีดึงหน้าclassify (หน้าโฆษณาจัดหางาน)ออกจากหนังสือพิมพ์ที่วางอยู่ในบริษัทด้วยหวังว่าจะลดปัจจัยดึงจากภายนอกผมบอกได้เลยว่าไม่ได้ผล "

"อภิวุฒิ "จึงค่อนข้างเชื่อว่า...สิ่งที่องค์กรควรทำคือหันกลับมาดูและให้ความสนใจกับปัจจัยผลักจากภายในองค์กรมากกว่า
เพราะเป็นสิ่งที่องค์กรสามารถควบคุมได้ "ปกติปัจจัยภายในที่มีผลต่อการทำงานของพนักงานประกอบดัวย 3 ปัจจัยใหญ่ๆ คือองค์กรลักษณะงานและหัวหน้างาน
ท่านทราบไหมครับว่าปัจจัยที่มีผลทำให้พนักงานลาออกมากที่สุดไม่ใช่ปัจจัยที่เกี่ยวกับองค์กรหรือลักษณะงาน
แต่กลับเป็นตัวหัวหน้างานต่างหากจนมีผู้รู้สรุปว่า People join organization but leave their boss ซึ่งแปลเป็นไทยว่าคนเลือกที่จะทำงานเพราะองค์กรแต่เลือกที่จะไปจากองค์กรเพราะหัวหน้างาน "


"ดังนั้นข้อแนะนำสองสามอย่างสำหรับวันนี้คือองค์กรต้องให้ความรู้กับหัวหน้างานและเน้นย้ำให้เขาเข้าใจว่าพวกเขานั่น
แหละที่เป็นผู้จัดการฝ่ายบุคคลตัวจริงเพราะเขามีหน้าที่และทำหน้าที่ในการบริหาร
คนแทนบริษัทไม่ใช่เอะอะอะไรก็ส่งพนักงานไปคุยกับฝ่ายบุคคล "

"นอกจากนั้นควรสัมภาษณ์พนักงานที่มาขอลาออก(exit Interview)เพื่อให้ทราบถึงสาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้เขาตัดสินใจลาออกหลายๆ องค์กรพบว่าการสัมภาษณ์พนักงานที่มาขอลาออกโดยบุคคลภายนอกได้ผลมากกว่าการให้หัวหน้างานหรือฝ่ายบุคคลสัมภาษณ์
ไม่ใช่เพราะบุคคลภายนอกเก่งกว่าแต่เป็นเพราะการให้บุคคลภายนอกสัมภาษณ์จะมีโอกาสได้ข้อมูลที่ลึกและตรงกว่า "

เหตุนี้เองจึงทำให้ "อภิวุฒิ " สรุปภาพว่า...การที่พนักงานคนหนึ่งๆ จะมีความภักดีต่อองค์กรคงขึ้นอยู่กับแรงผลักและแรงดึงถ้าแรงผลักไม่มากแรงดึงไม่เยอะคนยังไม่ออกยกเว้นมา
พร้อมกันพอดีฉะนั้นองค์กรต้องหาให้ได้ว่านอก จากแรงดึงที่มาจากนอกองค์กรแล้วสำคัญกว่านั้นคืออะไรที่เป็นแรงผลัก
จากภายในองค์กร แล้วหาทางเยียวยาซะดีกว่าจะมาร้องแรกแหกกระเชอว่าพนักงานไม่มี loyalty หรือความภักดีองค์กร

"ผมจึงตั้งคำถามว่าความภักดีองค์กรยังมีอยู่จริงหรือและผมก็ขอตอบว่ามีและไม่มีอยู่ที่คุณให้คำจำกัดความของคำว่า
ภักดีอย่างไรถ้าภักดีแปลว่าทำงานด้วยความตั้งใจทุ่มเทไม่คิดจะจากไปไหนอีกเลยจากนี้ไปตลอดชีวิตเข้าตำรา
เนื้อคู่กระดูกคู่ถ้าเป็นในแนวนี้ผมฟันธงความภักดีไม่มีอยู่จริงในโลกปัจจุบัน "

"แต่ถ้าภักดีแปลว่าอยู่ด้วยกันอย่างสุขบ้างทุกข์บ้างตามอัตภาพวอกแวกบ้างเป็นบางครั้งเห็นตรงกันบ้างไม่ตรงกัน
บ้างแต่ทุกครั้งที่มีปัญหาก็หันหน้ามาคุยกันและช่วยกันประคับประคองให้อยู่ด้วยกันได้ต่อไปถ้าแบบนี้ผมก็กล้าพูด
ได้วาความภักดีแบบนี้มีอยู่จริง "



แต่ทั้งนั้นคงขึ้นอยู่กับจิตสำนึกของพนักงานในองค์กรด้วยว่าที่เขาและเธอมีอยู่และเป็นอยู่อย่างมีความสุขทุก
วันนี้มีโอกาสก้าวหน้าในอาชีพทุกวันนี้หรือมีตำแหน่งหน้าที่การงานดีทุกวันนี้เป็นเพราะเหตุใด เพราะใคร?

เพราะตัวเขาหรือตัวเธอหรือว่าเป็นเพราะองค์กรให้โอกาส หัวหน้างานให้โอกาสแต่ถ้าไม่ใช่อย่างที่กล่าวมาก็
ไม่รู้จะภักดีต่อองค์กรไปเพื่ออะไร แม้องค์กรจะใหญ่ขนาดไหนก็ตาม?บางครั้งคำว่า.........ค่าของคนอยู่ที่......คนของใคร ก้อ ใช้ได้นะ......แล้วจะจงรักภักดีไปหา........แสง อะไร

Wednesday, July 12, 2006

Dead Man's Chest ดูแล้วมาเล่า

หลังจากโกยเงินถล่มถลายจากภาคแรก ด้วยความฮา ยียวนกวนส้น และความมันส์ของ Pirates of the Caribbean: The Curse of the Black Pearl ตอนนี้ภาคต่อของมันอย่าง Dead Man's Chest กลับมาแล้วครับ

ภาคนี้เนื้องเรื่องต่อจากภาคแรกที่งานแต่งงานของ วิลล์ เทิร์นเนอร์ (ออร์แลนโด้ บลูม) และ เอลิซาเบธ สวอนน์ (เคียรา ไนต์ลี่ย์) ถูกยกเลิกและทั้งคู่ถูกจับกุม ส่วนด้านกัปตันแจ็ค สแปร์โรว์ (จอห์นนี่ เด็ปป์) ตัวฮาของเรา ก็ดันไปมีสัญญาวิญญาณกับโจรสลัดปีศาจอย่างเดวี โจนส์เสียอีก
แล้วเรื่องของทั้งสามมาเกี่ยวข้องกันได้อย่างไร ต้องไปตามดูในโรงหนังเองครับ

หนังภาคต่อภาคนี้ทำออกมาได้สนุกมากครับ ใส่กันตั้งแต่ต้นเรื่อง ไม่มีอารัมภบทกันเลย หนังยังคงความฮา กวนส้นได้เช่นเคยครับ โดยเฉพาะลีลาของป๋าเด็ปป์ ที่เล่นได้ฮา/บ้าชนิดกระจายจริงๆ (แค่เห็นหน้าก็ขำ) เนื้อเรื่องมีปมปริศนาเพียบ ไม่ต้องมีดราม่า เอาบู๊กับเอาฮาเข้าไปเนียน สนุกดีครับ ตัวละครเก่าๆ
กลับมาให้รึ่ม(บางตัวคาดไม่ถึง กร๊ากกกกก) น้องเคียรา ไนต์ลี่ย์ ของหนุ่มๆ ภาคนี้มอมแมมไปนิด แต่ยังน่ารักสวยซนมากมายเช่นเดิม(นึกถึง วิโนน่า ไรเดอร์เลย) สำหรับสาวๆ ก็มี ออร์แลนโด้ บลูม กับป๋าเด็ปป์ของเราให้ดูกันให้สบายตา


Pirates of the Caribbean


ข้อเสียของภาคนี้ก็คือความสดหายไปพอควรเลยครับ ปริศนาหลายๆ อย่างจงใจกั๊กๆ ไว้เตรียมภาคหน้ากันโต้งๆเลย และเนื้อเรื่องดำเนินไปรวดเร็วใส่เต็มสปีดตามสไตล์เจอร์รี บรั๊คไฮเมอร์ อาจทำให้หลายๆคนขัดใจได้

แต่ก็สรุปว่าภาคนี้เป็นภาคต่อที่ดูสนุกมากๆ มันส์ๆ เหมาะคลายเครียดได้เป็นอย่างดีครับ
ที่มาของรูปและข้อมูล
1.Pirates of the Caribbean: Dead Man's Chest@1000tip
2.Pirates of the Caribbean: Dead Man's Chest@Official Site

แ่ด่ ก.บ.ว./กองเซ็นเซอร์


freedomthaiscreen

จากลายเซ็นของคุณดานุ้งใน Thaidvd.net เห็นแล้วชอบ เลยขอมาลง Blog ผมซะ :)(ไอ้รับอนุญาติเรียบร้อย)